<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" version="2.0">
  <channel>
    <title><![CDATA[สาระน่ารู้]]></title>
    <link>http://www.siamnanapan.co.th/knowledge/</link>
    <description><![CDATA[สาระน่ารู้]]></description>
    <pubDate>Tue, 19 May 2026 11:11:38 +0000</pubDate>
    <generator>Zend_Feed</generator>
    <docs>http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss</docs>
    <item>
      <title><![CDATA[มอก.เหล็ก เรื่องค่าความคลาดเคลื่อนของความหนา]]></title>
      <link>http://www.siamnanapan.co.th/knowledge/TIS1479-2541/</link>
      <description><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;">ในการผลิตเหล็กรีดร้อน จะมีขั้นตอนในการรีดเหล็กผ่านลูกกลิ้ง ผ่านแม่พิมพ์ ตามขบวนการในการผลิตเหล็กแต่ละขนาด และ แต่ละความหนา ในขบวนการดังกล่าวจะมีความคลาดเคลื่อนของความหนาเกิดขึ้น และในความคลาดดังกล่าวนี้ ทางหน่วยงานกำกับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย ได้มีการกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนของความหนาที่ยอมรับได้ไว้ เพื่อให้เป็นมาตรฐานของผลิตภัณฑ์นั้นๆ</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ตัวอย่างในการวัดค่าความหนาของเหล็กแผ่นดำรีดร้อนขนาดความหนา 3.00 มม. โดยนำเหล็กแผ่นขนาดกว้าง 1500มม. x ยาว 3000มม. หนา 3.00 มม.ที่ได้รับ <span style="color: #ff0000;"><strong>มอก.1479-2541</strong> </span>มาวัดสอบระยะความหนา โดยเกณฑ์ที่ มอก.กำหนดไว้นั้นคือ ให้มี่ค่าความคลาดเคลื่อนของเหล็กขนาดดังกล่าว <span style="color: #ff0000; text-decoration: underline;"><span style="text-decoration: underline;">ไม่เกิน +/- 0.22 มม.</span></span> ดังแสดงในตารางที่ 2 ด้านล่างนี้ ดังนั้น ค่าความหนาของเหล็กแผ่นที่วัดได้จากเหล็กแผ่นตัวอย่าง จะต้องมีค่าความหนาอยู่ระหว่าง 3.00มม.+/-0.22มม. หรือ บางสุดที่ 2.78 มม. หนาสุดที่ 3.22 มม.</span></p>
<p><span style="color: #ff0000; font-size: medium;"><strong>โดยสรุปเหล็กแผ่นดำหนา 3.00 มม.ที่ได้มอก. ควรจะมีความหนาจริงอยู่ระหว่าง 2.78 - 3.22 มม. เป็นต้น</strong></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong><img alt="" src="http://www.siamnanapan.co.th/media/wysiwyg/B4.jpg" /></strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>]]></description>
      <pubDate>Wed, 04 Oct 2017 04:20:21 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[การเพิ่มสมรรถนะรถบรรทุกน้ำ]]></title>
      <link>http://www.siamnanapan.co.th/knowledge/Water_Tank_Technology/</link>
      <description><![CDATA[<p><span style="font-size: medium;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;หนึ่งในหัวข้อที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการผลิตถังน้ำเหล็กที่ติดตั้งอยู่บนรถอีแต๋นคือ ความหนาของเหล็กที่ใช้ผลิตถังน้ำ ในอดีตเราจะมีการใช้ความหนาของเหล็กตั้งแต่ 2.00 มม. ไปถึง 8.00 มม. แปรผันตามแรงกระทำต่อถังน้ำ หากมีแรงกระทำมากก็จะออกแบบให้ถังน้ำ มีความหนามากขึ้นตาม เช่นรถดูดส้วม ที่มีแรงดูดสูญญากาศภายในถังมาก ถังของรถดูดส้วมจะมีความหนามากกว่าถังบรรทุกน้ำทั่วไป</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การออกแบบถังน้ำ ที่มีการใช้งานในลักษณะเคลื่อนที่ ก็จะมีความแตกต่างจากถังน้ำที่ตั้งอยู่กับที่ โดยหากมีการเคลื่อนที่ ก็จะมีแรงกระทำที่เกิดจากน้ำเหวี่ยงของน้ำที่อยู่ในถัง ซึ่งจะแปรผันตามความเร่งของรถในขณะนั้นๆ จึงมักมีการออกแบบให้มีแผ่นครีบกันกระแทกภายในถัง เพื่อลดแรงกระทำดังกล่าว หลังจากที่ได้ขนาดความหนาที่เหมาะสมสำหรับแรงกระทำเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการคำนึงถึงอายุการใช้งานของถัง ซึ่งจะมีเรื่องการกัดกร่อนของผิวโลหะมาเป็นหัวข้อสำคัญ เนื่องจากมีการสัมผัสของน้ำกับโลหะอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งมีแสงอาทิตย์ตกกระทบโดนผิวโลหะ ก็จะเร่งให้เกิดปฏิกริยาการเกิดสนิมได้ง่าย โดยส่วนใหญ่ก็จะมีการเผื่อความหนาของเหล็กไว้เสมอ เช่น เมื่อออกแบบให้มีความหนาของถังอยู่ที่ 2.00 มม.ผู้ออกแบบอาจเผื่อความหนาไว้ที่ 2.50 ถึง 3.00 มม. เป็นต้น</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ปัจจุบัน โรงงานผลิตสี ได้คิดค้นนวัตกรรมสีกันสนิม รุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตถังน้ำ ได้มีโอกาสที่จะนำเทคโนโลยีสีสมัยใหม่เข้ามาใช้ได้อย่างสอดคล้องกัน และส่งผลให้การออกแบบถังน้ำไม่ต้องเผื่อค่าความหนาของถังน้ำมากเกินไป โดยถังที่มีความหนามากเกินไป แม้จะมีผลดีด้านความหนา แต่ส่งผลเสียเรื่องน้ำหนักรถที่มากขึ้น ทำให้ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อนที่มากขึ้น หรือ สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น ถังน้ำที่เบากว่า นอกจากจะทำให้ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงแล้ว ยังส่งผลต่อการใช้กำลังของเครื่องยนต์ที่เหลือไปใช้ในการขับเคลื่อนรถ ให้มีความคล่องตัว อัตราเร่ง ความเร็ว ที่สูงขึ้น กล่าวโดยรวมคือ จะได้งานมากขึ้นและใช้เชื้อเพลิงน้อยลง ยังมีการพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่องในเรื่องของ Weight Reduction เพื่อให้ได้รถที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะได้กล่าวถึงในครั้งต่อๆไป</span></p>
<p><img alt="" src="http://www.siamnanapan.co.th/media/wysiwyg/B3.jpg" /></p>]]></description>
      <pubDate>Tue, 03 Oct 2017 03:32:38 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[การจดทะเบียนรถอีแต๋น]]></title>
      <link>http://www.siamnanapan.co.th/knowledge/etan-registration/</link>
      <description><![CDATA[<p><img alt="" src="http://www.siamnanapan.co.th/media/wysiwyg/B1.jpg" /></p>
<p><span style="font-size: medium;">รถอีแต๋นสามารถนำไปจดทะเบียนกรมการขนส่งทางบกได้ เนื่องจากรัฐบาลได้มีกฎหมายออกมารองรับให้รถอีแต๋นสามารถจดทะเบียนโดยเสียภาษีประจำปี และใช้งานบนท้องถนนได้ตามกฎหมาย ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2552</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ และมาตรา ๕(๑)และ(๒) แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">ข้อ ๑ ให้รถใช้งานเกษตรกรรมเป็น รถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รถใช้งานเกษตรกรรมตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า รถที่ผลิตหรือประกอบขึ้นเพื่อใช้เกษตรกรรม โดยใช่เครื่องยนต์ซึ่งมิได้ใช้าหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาติดตั้ง</span></p>
<ul>
<li><span style="font-size: medium;">ข้อ ๒ รถใช้งานเกษตรกรรมต้องเป็นรถที่มีสามล้อหรือสี่ล้อน้ำหนักไม่เกิน ๑,๖๐๐ กิโลกรัม มีขนาดกว้างไม่เกิน ๒ เมตร ยาวไม่เกิน ๖ เมตร เครื่องยนต์ต้องมีความจุในกระบอกสูบรวมกันไม่เกิน ๑,๒๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร</span></li>
<li><span style="font-size: medium;">ข้อ ๓ รถใช้งานเกษตรกรรมต้องมีและใช้เครื่องอุปกรณ์สำหรับรถดังต่อไปนี้</span>
<ul>
<li><span style="font-size: medium;">โคมไฟหน้ารถ</span>
<ul>
<li><span style="font-size: medium;">โคมไฟแสงพุ่งไกล ใช้ไฟแสงขาว จำนวน ๒ ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่หน้ารถ ข้างซ้ายและข้างขวา แห่ง ๑ ดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า ๐.๖๐ เมตร แต่ไม่เกิน ๑.๓๕ เมตร ในกรณีที่มีรถสามล้อให้ใช้โคมไฟแสงพุ่งไกลเพียงดวงเดียว โดยติดไว้ที่กลางหน้ารถ</span></li>
<li><span style="font-size: medium;">โคมไฟแสงพุ่งต่ำ ใช้ไฟแสงขาว จำนวน ๒ ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่หน้ารถ ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ ๑ ดวง ทั้งนี้ให้รวมถึงรถที่มีสามล้อด้วย ไฟแสงพุ่งไกล ไฟแสงพุ่งต่ำและไฟเล็กจะรวมอยู่ในโคมไฟดวงเดียวกันก็ได้</span></li>
</ul>
</li>
<li><span style="font-size: medium;">โคมไฟท้ายรถโคมไฟแสดงประเภทรถ ใช้โคมไฟเล็กแสงเขียว จำนวน ๒ ดวง ติดอยู่ที่หน้ารถและท้ายรถ แห่งละ ๑ ดวง ในที่ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน</span>
<ul>
<li><span style="font-size: medium;">โคมไฟท้าย ใช้ไฟแสงแดง จำนวน ๒ ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่ท้ายรถ ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ ๑ ดวง</span></li>
<li><span style="font-size: medium;">โคมไฟหยุด ใช้ไฟแสงแดง จำนวน ๒ ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่ท้ายรถ ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ ๑ ดวง</span></li>
<li><span style="font-size: medium;">โคมไฟส่องป้ายรถทะเบียนรถ ใช้ไฟแสงขาว ติดท้ายรถส่องที่ป้ายทะเบียนรถ มีความสว่างสามารถอ่านป้ายทะเบียนรถได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า ๒๐ เมตร จากท้ายรถแต่ต้องมีที่บังมิให้แสงพุ่งออกไปทางท้ายรถ</span></li>
</ul>
</li>
<li><span style="font-size: medium;">เครื่องสัญญาณไฟเลี้ยว ชนิดไฟกระพริบ จำนวน ๔ ดวง ติดอยู่ในระดับเดียวกันที่หน้ารถและท้ายรถ ข้างซ้ายและข้างขวา แห่งละ ๑ ดวง ไฟด้านหน้าใช้แสงขาวหรือเหลือง ไฟด้านท้ายใช้แสงแดงหรือเหลือง ไฟเลี้ยวทุกดวงในข้างเดียวกันต้องกระพริบพร้อมกันในขณะที่รถเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา</span></li>
<li><span style="font-size: medium;">เครื่องมองหลัง ซึ่งเป็นกระจกเงา ติดอยู่ในที่ที่ผู้ขับรถสามารถมองเห็นภาพการจราจรด้านข้างและด้านหลังได้ทุดขณะอย่างชัดเจน</span></li>
<li><span style="font-size: medium;">ห้ามล้อเท้า ที่ใช้การได้ดี</span></li>
<li><span style="font-size: medium;">แตร ที่ดังพอสมควร</span></li>
</ul>
</li>
</ul>
<h4><span style="font-size: medium;">**หมายเหตุ**</span></h4>
<p><span style="font-size: medium;">เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ได้มีผู้นำเครื่องยนต์ซึ่งมิได้ใช่สำหรับรถยนต์โดยเฉพาะมาใช้กับรถที่ประกอบขึ้นเองเพื่อบรรทุกพืชผลทางเกษตรเป็นจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันนี้รถชนิดนี้มิใช่เป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ จึงไม่ได้จดทะเบียนและผ่านการตรวจสภาพรถซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุและอันตรายขึ้นได้ในจราจร สมควรกำหนดให้รถดังกล่าวเป็นรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และกำหนดลักษณะ ขนาด หรือกำลังของเครื่องยนต์ของรถ ตลอดจนกำหนดเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ชีวิตร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนในการจราจร จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้</span></p>]]></description>
      <pubDate>Mon, 17 Oct 2016 08:59:01 +0000</pubDate>
    </item>
    <item>
      <title><![CDATA[ความเป็นมาของรถอีแต๋น]]></title>
      <link>http://www.siamnanapan.co.th/knowledge/etan-history/</link>
      <description><![CDATA[<p><img alt="" src="http://www.siamnanapan.co.th/media/wysiwyg/B2.jpg" /></p>
<p><span style="font-size: medium;">เคยสงสัยไหมว่า ทำไมถึงเรียกกันว่า "รถอีแต๋น" ชื่อรถอีแต๋นจริงๆมาจากเสียงของเครื่องยนต์ที่เป็นเครื่องสูบเดียว เวลาวิ่งผ่านจะได้ยินมาแต่ไกลดังๆว่า "แต้นๆ ๆๆ ๆ .. " ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า รถอีแต๋น หรือเรียกกันได้อีกหลายชื่อ เช่น รถเกษตรกร , รถเกษตรกรรม , รถลูกทุ่ง , รถขนถ่ายการเกษตร เป็นต้น ซึ่งรถอีแต๋นไม่ได้นิยมแค่ในประเทศไทย ยังเป็นที่ชื่นชอบของประเทศเพื่อนบ้านอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอีกด้วย โดยชาวลาวเรียกกันว่า "รถไทยแลนด์"</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">รถคนไทย สัญชาติไทย ทำโดยคนไทย จากชาวนาคนหนึ่ง ในอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2514 เป็นผู้สร้างรถอีกแต๋นคนแรกของประเทศไทย ที่ช่างคิดช่างทำ ในการดัดแปลงนำชิ้นส่วนของรถยนต์มือสองที่ใช้แล้วทั่วไป เอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยใช้สายพานต่อพ่วงจากเครื่องยนต์ ที่จะทำให้ตัวรถขับเคลื่อนได้ เป็นการสร้างรถ 4 ล้อ คันเล็ก ๆ ที่ใช้ระบบกลไก ๆ ง่ายๆจากอะไหล่รถยนต์มือสอง</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">เหตุผลที่ชาวนาคนนี้ว่าทำไมถึงสร้างรถอีแต๋นขึ้นมา ก็เพราะว่า ในเขตพื้นที่อำเภอวิเชียรบุรีนั้น เป็นพื้นที่เกษตรกรรมเพราะปลูก ทุกฤดูกาลหลังการเก็บเกี่ยวจะต้องประสบปัญหาวัชพืชเติบโตอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมาก จึงสร้างรถที่สามารถขับผ่านวัชพืชได้และสามารถลดจำนวนวัชพืชให้น้อยลงอีกด้วย อีกทั้งยังมีประโยชน์รอบด้าน เช่น ใช้ในการบรรทุกส่งของ ใช้ฉุดลากเทรลเลอร์ เป็นต้น หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนารูปแบบของรถและประโยชน์การใช้สอยปรับเปลี่ยนให้ตรงตามความต้องการ ซึ่งก็เป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มชาวนา</span></p>
<p><span style="font-size: medium;">จนในปัจจุบันนี้รถอีแต๋นที่เคยถูกใช้โดยกลุ่มเกษตรกรในท้องทุ่งนาที่เราเคยเห็นจนคุ้นตาเมื่อในอดีต ตอนนี้ได้มีการพัฒนาไปในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย เพื่อให้ตอบสนองตามความต้องการของผู้ใช้งาน</span></p>]]></description>
      <pubDate>Mon, 17 Oct 2016 08:46:29 +0000</pubDate>
    </item>
  </channel>
</rss>
